♥♥♥Welcome to blogger Miss Wilaiporn Chinapak ♥♥♥

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

August 5 , 2556

Record times 9

Study notes
-----> เป็นสัปดาห์ที่นักศึกษาทุกคน มีการสอบ

July 29, 2556

Record times 8

Study notes
* วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์จะไปทำธุระที่ต่างประเทศ จึงให้นักศึกษาไปเตรียมการนำเสนอสื่อวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย  แล้วให้นำเสนอ ในวันที่ 12 August 2556  สัปดาห์ที่ 10 

July 28 , 2556

Record times 7

Study notes

-----> วันนี้ชดเชยการเรียนการสอน
* อาจารย์ให้เข้าร่วมอบรมการทำกรรมสื่อสำหรับเด็กปฐมวัย
โดยให้แบ่งกลุ่มเป็น 5 กลุ่ม โดยทำสื่อ เป็น 2 ชิ้น  ชิ้นที่1 ภาพนูน ชิ้นที่ 2 ภาพเคลื่อนไหว


 ภาพนูน




ภาพเคลื่อนไหว

July 22 , 2556

Record times 6

Study notes

             ----> เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดเข้าพรรษา


วันเข้าพรรษา 23 ก.ค. วันเข้าพรรษา 2556 วันเข้าพรรษา ประวัติ เข้าพรรษา ความสําคัญ วันเข้าพรรษา ภาษาอังกฤษ วันเข้าพรรษา ร่วมกิจกรรม วันเข้าพรรษา ความหมาย วันเข้าพรรษา



วันเข้าพรรษา 23 ก.ค. วันเข้าพรรษา ประวัติ
วันเข้าพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 8 วันเข้าพรรษา ประวัติ


วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา - The Buddhist Lent Day

วันเข้าพรรษา ปีนี้ตรงกับวันที่ 23 กรกฏาคม 2556

วันเข้าพรรษา หรือการ เข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุตั้งใจว่าจะอยู่ประจำ ณ วัดใด วัดหนึ่ง ตลอดเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน ไม่ไปค้างที่อื่นในระหว่างนั้น


“เข้าพรรษา” แปลว่า “พักฝน” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝนโดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แต่พอเข้าฤดูฝนถนนหนทางเป็นโคลนเลนทั่วไปหมด และทางเดินบ้างสายต้องผ่านไร่นา ซึ่งเจ้าของเขาไถ่หว่านปลูกพืชทั่วบริเวณทั่วบริเวณเสียแล้ว การเดินทางไม่สู้สะดวก จึงไม่มีใครไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็น เพราะเกรงจะเหยียบย่ำเข้าไปในนาทำทำให้เกิดความเสียหาน พระพุทธองค์ทรงทราบดี จึงตั้งระเบียบการจำพรรษาขึ้น ให้พระภิกษุสงฆ์หยุดพักการเดินทางระหว่างฤดูฝน กำหนดตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 รวมเวลา 3 เดือนเต็มเว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด


วันเข้าพรรษา 23 ก.ค. วันเข้าพรรษา 2556 วันเข้าพรรษา ประวัติ

ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า “วิหาร” แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย เหตุประการสุดท้ายนี้ฐานพระพุทธรูปไป บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า“อาราม” ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังนี้เช่นปัจจุบันนี้

โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระ ตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าจำนำพรรษา หรือผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา

การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด รับว่าเป็นประโยชน์



วันเข้าพรรษา 23 ก.ค. วันเข้าพรรษา 2556 วันเข้าพรรษา

การปฏิบัติตนใน วันเข้าพรรษา

เข้าพรรษา ในวันเข้าพรรษานี้ หรือก่อนวันเข้าพรรษานี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะ เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่นสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่ เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษาโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ

แม้การเข้าพรรษา จะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษา ชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิ วิหาร และอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ ฯลฯ นอกจากนี้ บิดา มารดา มักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษา ในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง

July 15 , 2556

Record times 5

Study notes

       - อาจารย์ให้นำเสนอสื่อที่เด็กสามารถทำได้เอง ซึ่งเป็นสื่อที่จัดเข้ามุมประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
สื่อนั้นชื่อว่า  สนุกกับประทัดกระดาษ
        หลายคนที่เคยได้ยินเสียงประทัด คงเข้าใจดีว่าประทัดมีเสียงดังมากแค่ไหน หากบางคนไม่เคยได้ยินเสียงประทัดมาก่อนการทดลองต่อไปนี้เป็นการง่ายๆ และไม่เป็นอันตราย เราจะมาพับประทัดกระดาษกัน ซึ่งกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายอีกทั้งประทัดกระดาษยังสามารถเล่นได้หลายครั้ง จนกว่าจะรู้สึกเบื่อ แต่ก็ไม่ควรเล่นให้ผู้อื่นรู้สึกรำคาญ หรือรบกวนสมาธิของผู้อื่นทดลอง

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง
กระดาษขนาด A4 ( ขนาด 29.7 x 21.0 เซนติเมตร ) หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้

วิธีการทดลอง
1. พับกระดาษตามขั้นตอน ดังรูป



2. ในขณะกำลังพับกระดาษ พยายามทำให้ขอบกระดาษเรียบแนบสนิทกัน
3. จับปลายกระดาษตรงบริเวณด้านล่างสุดของวิธีการพับ ด้วยปลายนิ้ว ดังรูป


4. เหวี่ยงกระดาษอย่างแรง โดยไม่ปล่อยมือ จนทำให้ได้ยินเสียงดังคล้ายประทัด



หลักการและเหตุผล

           เนื่องจากเสียงในธรรมชาติเกิดจากการสั่นของวัตถุ การเหวี่ยงประทัดกระดาษทำให้เกิดเสียงดังขึ้นได้เพราะว่าการสั่นของกระดาษส่วนหนึ่งที่โผล่ออกมาทันทีขณะที่เรากำลังเหวี่ยงนั้นกระดาษส่วนนี้ได้ไปกระทบกับอากาศอย่างแรงทำให้อากาศมีการสั่น และการสั่นของอากาศนี้เองที่ทำให้หูและส่วนประกอบภายในหูเกิดการได้ยินเสียง
องค์ประกอบของการได้ยินเสียงในธรรมชาติ มี 3 ส่วนด้วยกัน คือ ต้นกำเนิดเสียง ( ในที่นี้ คือ กระดาษส่วนที่กระทบอากาศอย่างแรง ) , ตัวกลาง ( ในที่นี้ คือ อากาศ ) และประสาทรับเสียง ( ในที่นี้ คือ หูและส่วนประกอบภายในหู )
           ในกรณีเดียวกัน การที่เราได้ยินเสียงประทัดที่จุดขึ้นในงานประเพณีมีเสียงดังได้นั้น เนื่องจากประทัดระเบิด ทำให้อากาศโดยรอบสั่นอย่างรุนแรง เราจึงได้ยินเสียง

            -  อาจารย์อธิบายว่าการเขียนที่จะนำมาส่งให้เขียนเป็นตอน  อย่างเช่น
                ขั้นที่ 1 เตรียมอุปกรณ์การทำให้ครบ        ( ถ่ายรูป )
                ขั้นที่ 2 เริ่มทำหรือประดิษฐ์                    ( ถ่ายรูป )
            *  ถ่ายการทำแต่ละขั้นตอน

** สื่อเข้ามุมที่เด็กทำได้ ----> จัดเข้าในมุมวิทยาศาสตร์     สื่อการทดลอง ----> การนำการทดลองที่มีขั้นตอน มีความเปลี่ยนแปลง

            - อาจารย์ให้ดูสื่่อวิทยาศาสตร์ของทางโรงเรียน พร้อมอธิบาย ในเรื่อง การทดลอง ที่ทางโรงเรียน
จัดขึ้น


              การทดลอง เรื่องของแรงดัน ของขวดน้ำกับหลอด
              หลักการ   เมื่อเราเป่าอากาศผ่านหลอดที่อยู่เหนือน้ำ อากาศจะเพิ่มปริมาณขึ้น แรงดันอากาศจึงทำให้น้ำมีมากขึ้นจึงดันน้ำไหลเข้าไปในหลอด
              การทดลอง เรื่อง การกำเนิดของเสียง
              หลักการ การสั่นสะเทือนของเสียง
     
            - อาจารย์ให้ดู VDO จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้

    1.รู้รอบโลกวิทยาศาสตร์ : เรื่อง "เมล็ดจะงอกไหม"
    2.ISCI  ความฉลาดแบบยกกำลังสอง : เรื่อง "ลูกโปร่งรับน้ำหนัก"





วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

July 8, 2556


Record times 4

Study notes

อากาศ













            ต่อจากการดู VDO เรื่องอากาศเสร็จ อาจารย์ก็ให้นำเสนอสื่อวิทยาศาสตร์ที่เด็กสามารถทำได้เอง ได้นำเสนอ กล้องโทรทรรศน์



ความหมายและหลักการเกิดภาพเคลื่อนไหว

0

 



ความหมายของภาพยนตร์

คำว่า “ภาพยนตร์” มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษอยู่หลายคำ เช่น Motion Picture , Cinema , Film และ Movie เป็นต้น
ซึ่งมีผู้รู้ไ้ด้ให้คำนิยามของภาพยนตร์ไว้ดังนี้

ภาพยนตร์ เป็น กระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม (Film) แล้วนำออกฉายถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ในลักษณะภาพเคลื่อนไหว (Motion Pictures) ซึ่งภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์เป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมากที่มีอิริยาบถหรือ การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยเรียงต่อเนื่องกันตามเรื่องราวที่ถ่ายทำ และตัดต่อมา เนื้อหาของภาพยนตร์อาจเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริง หรือเป็นการแสดงและสร้างภาพจากจินตนาการณ์ของผู้สร้าง เพื่อให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมไปกับภาพยนตร์ในขณะที่รับชม
2. หลักการเกิดภาพเคลื่อนไหว

การที่เราเห็นภาพนิ่งหลาย ๆ ภาพที่ฉายต่อเนื่องกัน ดูเป็นลักษณะภาพเคลื่อนไหวได้นั้น สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการเห็นภาพติดตา (Persistence of Vision) อันเป็นหัวใจของหลักการสร้างภาพยนตร์เพราะภาพยนตร์ก็คือภาพนิ่งแต่ละภาพที่ ต่อเนื่องกันอย่างมีระบบนั่นเอง ซึ่งมีที่มาตั้งแต่ของเล่นที่ชื่อว่า ภาพหมุน ( Thaumatrope )


ภาพหมุน ( Thaumatrope )
Thaumatrope (อ่านว่า ธัมมาโทรป) เป็นของเล่นที่ประดิษฐ์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2368 (ค.ศ. 1825) โดย ดร.วิเลี่ยม เฮนรี่ ฟิตตอน (Dr. William Henry Fitton) ซึ่งได้แนวคิดมาจากเซอร์จอห์น เฮอร์เซล ผู้ที่สังเกตว่าสายตามนุษย์สามารถมองเห็นภาพทั้งสองด้านของเหรียญที่หมุน อยู่ได้พร้อมกัน




ดร.วิเลี่ยม เฮนรี่ ฟิตตอน (Dr. William Henry Fitton)

(http://www.ireference.ca/search/William%20Henry%20Fitton/)



ภาพหมุน ( Thaumatrope )

(http://littleworm55.blogspot.com/)

Thaumatrope ทำจากกระดาษแข็งตัดเป็นวงกลม โดยมีรูปภาพหรือภาพวาดทั้งสองด้าน เช่น ถ้าวาดภาพด้านหนึ่งเป็นกรงนก ส่วนอีกด้านหนึ่งวาดเป็นรูปนก เจาะรูด้านซ้ายและขวาของวงกลมแล้วผูกเชือก เมื่อดึงเชือกให้ภาพพลิกไปมาเร็ว ๆ จะเห็นภาพทั้งสองด้านของกระดาษรวมเป็นภาพเดียวกัน นั่นคือจะเห็นภาพนกอยู่ในกรงได้ ซึ่งคำว่า Thaumatrope มาจากภาษากรีก หมายถึง Wonder Turning หรือ มหัศจรรย์แห่งการหมุน จึงเป็นหนึ่งในต้นแบบของภาพยนตร์ สามารถดูวิดีโอคลิปแสดงภาพหมุน Thaumatrope ได้จากเว็บไซต์ Youtube จากลิงก์ข้างล่างครับ


http://www.youtube.com/watch?v=B8uE67JQcvU&feature=related

และที่เว็บไซต์ AssassinDrake (สามารถเลื่อนสไลด์ปรับความเร็วของการหมุนไ้ด้)

http://assassindrake.com/tt.php

ทฤษฎีว่าด้วยการเห็นภาพติดตา (Persistence of Vision)

การที่เราเห็นภาพหมุน ( Thaumatrope ) เป็นรูปนกอยู่ในกรงได้นั้น สามารถอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีว่าด้วยการเห็นภาพติดตา ซึ่งมีหลักการดังนี้





Dr. John Ayrton Paris

(http://www.sciencephoto.com/media/127523/enlarge)

หลักการที่อธิบายถึงการมองภาพต่อเนื่องของสายตามนุษย์ หรือทฤษฎีการเห็นภาพติดตา คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2367 (ค.ศ. 1824) โดยนักทฤษฎีและแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ Dr. John Ayrton Paris ทฤษฎีดังกล่าวอธิบายถึงการมองเห็นภาพต่อเนื่องของสายตามนุษย์ไว้ว่า ธรรมชาติของสายตามนุษย์ เมื่อมองเห็นภาพใดภาพหนึ่ง หลังจากภาพนั้นหายไป สายตามนุษย์จะยังค้างภาพนั้นไว้ที่เรติน่าในชั่วขณะหนึ่ง ประมาณ 1/15 วินาที และหากในระยะเวลาดังกล่าวมีภาพใหม่ปรากฏขึ้นมาแทนที่สมองของมนุษย์จะเชื่อม โยงสองภาพเข้าด้วยกัน และหากมีภาพต่อไปปรากฏขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็จะเชื่อมโยงภาพไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าชุดภาพนิ่งที่แต่ภาพนั้นมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยหรือเป็นภาพที่มี ลักษณะขยับเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันอยู่แล้ว เมื่อนำมาเคลื่อนที่ผ่านตาเราอย่างต่อเนื่องในระยะเวลากระชั้นชิด เราจะสามารถเห็นภาพนั้นเคลื่อนไหวได้

อย่างไรก็ตาม มีเคล็ดลับประการหนึ่ง ก็คือ ก่อนที่จะเปลี่ยนภาพใหม่จะต้องมีอะไรมาบังตาเราแว่บหนึ่ง แล้วค่อยเปิดให้เห็นภาพใหม่มาแทนที่ตำแหน่งเดิม โดยอุปกรณ์ที่บังตาคือซัตเตอร์ (Shutter) และระยะเวลาที่ซัตเตอร์บังตาจะต้องน้อยกว่าเวลาที่ฉายภาพค้างไว้ให้ดู มิฉะนั้นจะมองเห็นภาพกระพริบไป ดังนั้น เมื่อเอาภาพนิ่งที่ถ่ายมาอย่างต่อเนื่องหลาย ๆ ภาพมาเรียงต่อกัน แล้วฉายภาพนั้นในเวลาสั้น ๆ ภาพนิ่งเหล่านั้นจะดูเหมือนว่าเคลื่อนไหว หลักการนี้จึงถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation) และภาพยนตร์ในระยะเวลาต่อมา


3 ภาพเคลื่อนไหว ก่อนกำเนิดภาพยนตร์

“ภาพยนตร์ คือภาพนิ่งแต่ละภาพที่ต่อเนื่องกันอย่างมีระบบ”

ประวัติศาสตร์ของกล้องถ่ายภาพยนตร์ อาจศึกษาย้อนหลังลงไปถึงงานของ Leonardo da Vinci ชิ้นที่เป็นไดอะแกรมของ Camera Obscura อันเป็นกล่องเล็กๆ ที่จับภาพกลับหัวได้ที่ด้านตรงข้ามเลนส์ ซึ่งแรกทีเดียวก็ไม่มีเลนส์ด้วยซ้ำไป เป็นแต่รูเล็กๆเท่านั้น ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ หลายคนก็พยายามคิดค้นหาแผ่นวัสดุที่จะมารับภาพได้อย่างชัดเจนและคงทนถาวร การทดลองที่ประสบผล สำเร็จเกิดขึ้นในฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2382 (ค.ศ.1839) ด้วยความพยายามของ Louise-Jacques-Mande Dagyerre และ Joseph-Nicephore Niepce แต่ภาพแรกๆ ของดาแกร์นั้นใช้เวลารับแสงนานถึง 15 นาที ในขณะที่การถ่าย และฉายภาพยนตร์ให้ดูภาพเคลื่อนไหวได้เหมือนจริงนั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 16 ภาพต่อวินาที ดังนั้น ในระยะนี้ภาพยนตร์จึงยังไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี พ.ศ. 2413 (ค.ศ.1870) กล้องถ่ายภาพนิ่งจึงได้มีชัตเตอร์ (shutter) และเริ่มมีการใช้ความเร็วชัตเตอร์ถึง 1/1000 วินาที



Eadweard James Muybridge (1830-1904)
http://www.sciencephoto.com/media/111537/enlarge



Amasa Leland Stanford

(http://en.wikipedia.org/wiki/Leland_Stanford)

บุคคลแรกที่ได้ประยุกต์การถ่ายภาพนิ่งให้เป็นภาพยนตร์ ก็คือ Eadweard Muybridge นักแสวงโชค ชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี พ.ศ. 2392 (ค.ศ.1849) โดยมีอาชีพเป็นช่างถ่ายรูปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และในปี ค.ศ.1872 ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คือ Leland Stanford ซึ่งเป็นเจ้าของคอกม้า และนักแข่งม้าได้ท้าพนันกับคู่แข่งของเขาเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์ว่า ในการควบวิ่งของม้านั้น จะมีเวลาหนึ่งที่ขาทั้งสี่ของม้าจะลอยขึ้นเหนือพื้น โดยเขาได้ว่าจ้างให้ไมบริดจ์หาทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว

หลังจากได้รับการว่าจ้าง ไมบริดจ์ก็หาทางอยู่นาน จนกระทั่งปี ค.ศ.1877 (บางตำราว่า 1878) จึง สามารถพิสูจน์ได้ โดยความช่วยเหลือของเพื่อนที่เป็นวิศวกรชื่อ John D. Isaacs โดยเขาตั้งกล้อง ถ่ายภาพนิ่ง 12 ตัว เรียงรายไว้ข้างทางวิ่ง แล้วขึงเชือกเส้นเล็กๆ ขวางทางวิ่งไว้ โดยที่ปลายด้านหนึ่งจะผูกติดกับไกชัตเตอร์ ของกล้องโดยมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าเป็นตัวควบคุม เมื่อม้าวิ่งสะดุดเชือกเส้นหนึ่ง ไกชัตเตอร์ของกล้องแรกก็จะทำงาน และเรียงลำดับไปจนครบ 12 ตัว




Galloping Horse; Eadweard Muybridge, 1878

(http://andrewcatsaras.blogspot.com/p/iconic-photographs.html)

หลังจากถ่ายภาพได้แล้ว ไมบริดจ์ (Muybridge) ก็นำภาพที่ได้มาติดบนวงล้อหมุน แล้วฉายด้วยแมจิก แลนเทิร์น (magic lantern) ทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของม้าต่อเนื่องเหมือนของจริง และหลังจากได้ทดสอบซ้ำอีกโดยใช้กล้อง 24 ตัว ไมบริดจ์ (Muybridge) ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า ในเวลาที่ม้าควบไปเร็วๆ นั้น ขาทั้งสี่ของมันจะลอยขึ้นเหนือพื้นดินในเวลาหนึ่งจริงๆ แต่ประดิษฐ์กรรม ของไมบริดจ์ก็ยังไม่ถือว่าเป็นภาพยนตร์ เนื่องจากว่ามันถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายภาพนิ่ง และต้องใช้กล้อง เป็นจำนวนมากตั้งแต่ 12 หรือ 20 หรือบางทีถึง 40 ตัวทีเดียว

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

July 1, 2556

Record times 3

Study notes

วิทยาศาสตร์






























การทดลอง: ?กระจกเงากับจำนวนภาพสะท้อน?

อุปกรณ์
1. กระจกเงา 2 บาน
2. ยางลบหรือตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ตั้งได้ 1ชิ้น
3. กระดาษรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส 1 แผ่น

การทดลองเรื่อง ?กระจกเงากับจำนวนภาพสะท้อน? ในตอนเช้าทุกคนคงใช้กระจกเงาส่องหน้า ซึ่งเราจะเห็นภาพของตัวเองในกระจกเงากลับซ้ายเป็นขวา และกลับขวาเป็นซ้าย แต่การทดลองนี้จะมีความน่าสนใจมากขึ้น ถ้าพร้อมแล้วเริ่มเตรียมหาอุปกรณ์กันก่อน การทดลองนี้ให้ ใช้กระจกเงาบานเล็ก ๆ จำนวนสองบาน ประเภทที่มีกรอบพลาสติกหุ้ม ไม่ควรเลือกขนาดของกระจกเงาที่เล็กเกินไป เพราะจะทำให้สังเกตภาพที่เกิดขึ้นในกระจกเงาได้ยาก และไม่ควรใช้กระจกเงาเปล่า ๆ ที่ไม่มีขอบพลาสติกหุ้ม จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะถ้ากระจกเงาแตกจะบาดมือได้

วิธีทดลอง

1. พับกระดาษเพื่อให้เกิดรอยพับ

2. นำกระจกเงาเงาสองบานมาวางบนกระดาษตามแนวพับ ทำมุมหันหน้าเข้าหากัน
3. วางก้อนตุ๊กตาหรือก้อนยางลบด้านหน้า ระหว่างกระจกเงาทั้งสองบาน

4. ลองปรับมุมของบานกระจกทั้งสองให้แคบหรือเล็กลง สังเกตจำนวนภาพของก้อนยางลบที่อยู่ในกระจกเงา